📖 ความไว้ใจราคาแพง
เรื่องราวเริ่มจาก "โจทก์" หญิงชราผู้ร่ำรวยแต่ป่วยหนัก ได้รับการดูแลเอาใจใส่อย่างดีเยี่ยมจาก "จำเลย" และครอบครัว ทั้งที่ไม่ใช่ญาติ ด้วยความซาบซึ้งและหวังฝากผีฝากไข้ โจทก์จึงรับจำเลยเป็น "บุตรบุญธรรม" พร้อมโอน ที่ดิน 3 แปลง และทรัพย์สินจำนวนมากให้ เพื่อป้องกันญาติเดิมมาแย่งชิง
⚡ หมดตัวแล้วไล่ส่ง
หลังได้สมบัติ ท่าทีของจำเลยเปลี่ยนไป เงินฝากของโจทก์ถูกถอนจนเกลี้ยงบัญชีเหลือเพียง 68.03 บาท เมื่อโจทก์เจ็บป่วยและขัดสนจนต้องเอ่ยปากขอเงิน กลับถูกจำเลยด่าทออย่างเจ็บแสบว่า "ไม่มีศีลธรรม ไม่ยุติธรรม ไม่รักลูก เงินแค่นี้ก็ทวง จะไปตายที่ไหนก็ไป หน้าด้านหน้ามึนอยู่ทำไม" พร้อมขับไล่ออกจากบ้าน โจทก์จึงฟ้องเรียกทรัพย์สินคืนฐานเนรคุณ
🔍 พยานปากเดียว
คดีนี้มีประเด็นท้าทายทางกฎหมายที่สำคัญ คือ "การรับฟังพยานบุคคล" เพราะในขณะเกิดเหตุที่โจทก์อ้างว่าถูกด่าทอนั้น มีเพียงโจทก์เป็นพยานปากเดียว ในขณะที่จำเลยให้การปฏิเสธอย่างสิ้นเชิง แต่ศาลฎีกาใช้วิธีพิจารณา "พยานหลักฐานแวดล้อมและพฤติการณ์แห่งคดี" เข้ามาประกอบ
1. พิรุธจากจุดเริ่มต้นความสัมพันธ์
ศาลพิจารณาพฤติกรรมเริ่มแรกก่อนเป็นบุตรบุญธรรม พบว่าการที่จำเลยและครอบครัว (ซึ่งเป็นคนอื่น ไม่ใช่เครือญาติ) เข้ามาดูแลหญิงชราป่วยหนักสองพี่น้องที่มีทรัพย์สินมหาศาล ทั้งพาไปโรงพยาบาลและท่องเที่ยวอย่างดีผิดปกตินั้น "ผิดวิสัยของบุคคลทั่วไป" หากปราศจากผลประโยชน์แอบแฝง พฤติกรรมที่ "ดีเกินจริง" (Too good to be true) นี้ ศาลมองว่าเป็นข้อพิรุธที่ส่อเจตนาไม่สุจริตมาตั้งแต่ต้น
2. คดีอาญาและการรับสารภาพ
จุดสำคัญที่ทำให้ศาลไม่เชื่อคำแก้ตัวของจำเลย คือ "คดีอาญา" ที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาเดียวกัน:
ข้อเท็จจริง: โจทก์เคยแจ้งความจับจำเลยฐานลักทรัพย์
หลักฐาน: เส้นทางการเงินพบว่าจำเลยแอบนำบัตร ATM ของโจทก์ไปกดเงินสดถึง 37 ครั้ง รวมเป็นเงิน 560,504 บาท
ผลคดี: จำเลย "ให้การรับสารภาพ" และศาลพิพากษาลงโทษไปแล้ว
การกระทำผิดในคดีอาญานี้ เป็น "พยานหลักฐานสำคัญ" ที่ทำลายความน่าเชื่อถือของจำเลย แสดงให้เห็นว่าจำเลยไม่ได้รักใคร่กตัญญูต่อโจทก์ แต่มีเจตนา "ปอกลอก" ทรัพย์สินอย่างแยบยลและต่อเนื่อง
3. ตัวเลขที่ไม่โกหก
หลังจากโจทก์ยกทรัพย์สินให้จำเลย เงินในบัญชีธนาคารจำนวนหลายล้านบาทถูกถอนออกไปจนเหลือเพียง 68.03 บาท ภายในเวลาอันรวดเร็ว การดูแลของจำเลยมีเป้าหมายที่ทรัพย์สิน ไม่ใช่สวัสดิภาพของแม่บุญธรรม
4. ชั่งน้ำหนัก
ฝ่ายจำเลย: แม้จะปฏิเสธว่าไม่เคยด่า แต่พฤติกรรมในอดีต (ลักทรัพย์แม่บุญธรรม) ทำให้คำปฏิเสธไม่มีน้ำหนัก
ฝ่ายโจทก์: แม้จะเป็นพยานปากเดียว แต่คำเบิกความสอดคล้องกับพฤติการณ์ที่ถูกกระทำจนหมดตัวและต้องออกจากบ้าน
ศาลจึงเชื่อว่า เหตุการณ์ด่าทอเกิดขึ้นจริง ถ้อยคำที่ไล่ว่า "จะไปตายที่ไหนก็ไป" จึงไม่ใช่แค่คำพูดด้วยอารมณ์ชั่ววูบ แต่เป็นเจตนาทิ้งผู้มีพระคุณหลังจากได้สมบัติแล้ว ซึ่งถือเป็นการ "หมิ่นประมาทอย่างร้ายแรง" และ "ประพฤติเนรคุณ" ตามกฎหมาย
🏁 คำพิพากษา
ศาลฎีกาพิพากษา "ถอนคืนการให้" โดยบังคับให้จำเลยจดทะเบียนโอนที่ดินทั้ง 3 แปลงคืนแก่โจทก์ หากจำเลยไม่ปฏิบัติตาม ให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา
คดีนี้เป็นบรรทัดฐานสำคัญว่า "พฤติกรรมในอดีตและหลักฐานนิติวิทยาศาสตร์ (เส้นทางการเงิน)" มีน้ำหนักสำคัญยิ่งกว่าคำแก้ตัวลอย ๆ ในการพิสูจน์ความจริงแห่งเจตนา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1665/2567
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น