19/01/2569

โฆษณาคำพิพากษาคดีหมิ่นประมาทในหนังสือพิมพ์ รวมถึงโฆษณาทางเว็บไซต์ข่าวออนไลน์ด้วย และแม้ไม่อุทธรณ์มาศาลก็สั่งเพิ่มให้ได้


ในคดีหมิ่นประมาทโดยการโฆษณาผ่านเว็บไซต์เฟซบุ๊ก (Facebook) และยูทูบ (Youtube) ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยโฆษณาคำพิพากษาในหนังสือพิมพ์ที่แพร่หลาย โดยจำเลยเป็นผู้ชำระค่าโฆษณา


แม้ว่าโจทก์ไม่อุทธรณ์โต้แย้งคำพิพากษาของศาลชั้นต้น แต่ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 332 ให้อำนาจศาลใช้ดุลพินิจสั่งให้โฆษณาคำพิพากษาในหันงสือพิมพ์ได้ตามความเหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดี ไม่ว่าโจทก์จะมีคำขอหรือไม่ และคำว่า “หนังสือพิมพ์” ย่อมปริวรรตไปตามยุคสมัย ไม่ได้จำกัดแต่เฉพาะหนังสือพิมพ์ที่พิมพ์ขึ้นโดยกระดาษ แต่ยังรวมถึงข้อมูลข่าวสารที่เป็นตัวหนังสือที่ประชาชนทั่วไปสามารถอ่านเข้าใจได้ซึ่งเผยแพร่อยู่ในระบบคอมพิวเตอร์ด้วย 


การเยียวยาความเสียหายแก่โจทก์ตามเจตนารมณ์ของกฎหมาย จึงต้องให้ประชาชนสามารถเข้าถึงข้อมูลที่ถูกต้องเกี่ยวกับการหมิ่นประมาทที่ศาลพิพากษาลงโทษจำเลย เพื่อทำให้ชื่อเสียงของโจทก์กลับคืนดีด้วยการเผยแพร่คำพิพากษาโดยย่อผ่านทางเว็บไซต์ข่าวออนไลน์อีกช่องทางหนึ่งด้วย จึงให้จำเลยโฆษณาคำพิพากษาโดยย่อในหนังสือพิมพ์และผ่านทางเว็บไซต์ข่าวออนไลน์ที่แพร่หลายด้วย


คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 976/2567 (ประชุมใหญ่)


12/01/2569

เศรษฐีนีผู้ใจบุญกับบุตรบุญธรรมผู้เนรคุณ จึงถอนคืนการให้

 


📖 ความไว้ใจราคาแพง

เรื่องราวเริ่มจาก "โจทก์" หญิงชราผู้ร่ำรวยแต่ป่วยหนัก ได้รับการดูแลเอาใจใส่อย่างดีเยี่ยมจาก "จำเลย" และครอบครัว ทั้งที่ไม่ใช่ญาติ ด้วยความซาบซึ้งและหวังฝากผีฝากไข้ โจทก์จึงรับจำเลยเป็น "บุตรบุญธรรม" พร้อมโอน ที่ดิน 3 แปลง และทรัพย์สินจำนวนมากให้ เพื่อป้องกันญาติเดิมมาแย่งชิง

⚡ หมดตัวแล้วไล่ส่ง

หลังได้สมบัติ ท่าทีของจำเลยเปลี่ยนไป เงินฝากของโจทก์ถูกถอนจนเกลี้ยงบัญชีเหลือเพียง 68.03 บาท เมื่อโจทก์เจ็บป่วยและขัดสนจนต้องเอ่ยปากขอเงิน กลับถูกจำเลยด่าทออย่างเจ็บแสบว่า "ไม่มีศีลธรรม ไม่ยุติธรรม ไม่รักลูก เงินแค่นี้ก็ทวง จะไปตายที่ไหนก็ไป หน้าด้านหน้ามึนอยู่ทำไม" พร้อมขับไล่ออกจากบ้าน โจทก์จึงฟ้องเรียกทรัพย์สินคืนฐานเนรคุณ

🔍 พยานปากเดียว

คดีนี้มีประเด็นท้าทายทางกฎหมายที่สำคัญ คือ "การรับฟังพยานบุคคล" เพราะในขณะเกิดเหตุที่โจทก์อ้างว่าถูกด่าทอนั้น มีเพียงโจทก์เป็นพยานปากเดียว ในขณะที่จำเลยให้การปฏิเสธอย่างสิ้นเชิง แต่ศาลฎีกาใช้วิธีพิจารณา "พยานหลักฐานแวดล้อมและพฤติการณ์แห่งคดี" เข้ามาประกอบ

1. พิรุธจากจุดเริ่มต้นความสัมพันธ์

ศาลพิจารณาพฤติกรรมเริ่มแรกก่อนเป็นบุตรบุญธรรม พบว่าการที่จำเลยและครอบครัว (ซึ่งเป็นคนอื่น ไม่ใช่เครือญาติ) เข้ามาดูแลหญิงชราป่วยหนักสองพี่น้องที่มีทรัพย์สินมหาศาล ทั้งพาไปโรงพยาบาลและท่องเที่ยวอย่างดีผิดปกตินั้น "ผิดวิสัยของบุคคลทั่วไป" หากปราศจากผลประโยชน์แอบแฝง พฤติกรรมที่ "ดีเกินจริง" (Too good to be true) นี้ ศาลมองว่าเป็นข้อพิรุธที่ส่อเจตนาไม่สุจริตมาตั้งแต่ต้น

2. คดีอาญาและการรับสารภาพ

จุดสำคัญที่ทำให้ศาลไม่เชื่อคำแก้ตัวของจำเลย คือ "คดีอาญา" ที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาเดียวกัน:

  • ข้อเท็จจริง: โจทก์เคยแจ้งความจับจำเลยฐานลักทรัพย์

  • หลักฐาน: เส้นทางการเงินพบว่าจำเลยแอบนำบัตร ATM ของโจทก์ไปกดเงินสดถึง 37 ครั้ง รวมเป็นเงิน 560,504 บาท

  • ผลคดี: จำเลย "ให้การรับสารภาพ" และศาลพิพากษาลงโทษไปแล้ว

การกระทำผิดในคดีอาญานี้ เป็น "พยานหลักฐานสำคัญ" ที่ทำลายความน่าเชื่อถือของจำเลย แสดงให้เห็นว่าจำเลยไม่ได้รักใคร่กตัญญูต่อโจทก์ แต่มีเจตนา "ปอกลอก" ทรัพย์สินอย่างแยบยลและต่อเนื่อง

3. ตัวเลขที่ไม่โกหก

หลังจากโจทก์ยกทรัพย์สินให้จำเลย เงินในบัญชีธนาคารจำนวนหลายล้านบาทถูกถอนออกไปจนเหลือเพียง 68.03 บาท ภายในเวลาอันรวดเร็ว การดูแลของจำเลยมีเป้าหมายที่ทรัพย์สิน ไม่ใช่สวัสดิภาพของแม่บุญธรรม

4. ชั่งน้ำหนัก

  • ฝ่ายจำเลย: แม้จะปฏิเสธว่าไม่เคยด่า แต่พฤติกรรมในอดีต (ลักทรัพย์แม่บุญธรรม) ทำให้คำปฏิเสธไม่มีน้ำหนัก

  • ฝ่ายโจทก์: แม้จะเป็นพยานปากเดียว แต่คำเบิกความสอดคล้องกับพฤติการณ์ที่ถูกกระทำจนหมดตัวและต้องออกจากบ้าน

ศาลจึงเชื่อว่า เหตุการณ์ด่าทอเกิดขึ้นจริง ถ้อยคำที่ไล่ว่า "จะไปตายที่ไหนก็ไป" จึงไม่ใช่แค่คำพูดด้วยอารมณ์ชั่ววูบ แต่เป็นเจตนาทิ้งผู้มีพระคุณหลังจากได้สมบัติแล้ว ซึ่งถือเป็นการ "หมิ่นประมาทอย่างร้ายแรง" และ "ประพฤติเนรคุณ" ตามกฎหมาย

🏁 คำพิพากษา

ศาลฎีกาพิพากษา "ถอนคืนการให้" โดยบังคับให้จำเลยจดทะเบียนโอนที่ดินทั้ง 3 แปลงคืนแก่โจทก์ หากจำเลยไม่ปฏิบัติตาม ให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา

คดีนี้เป็นบรรทัดฐานสำคัญว่า "พฤติกรรมในอดีตและหลักฐานนิติวิทยาศาสตร์ (เส้นทางการเงิน)" มีน้ำหนักสำคัญยิ่งกว่าคำแก้ตัวลอย ๆ ในการพิสูจน์ความจริงแห่งเจตนา

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1665/2567


07/01/2569

แม้จำเลยให้การว่ากู้เงินจริงแต่ได้รับเงินไม่ถึงที่เขียนในสัญญาและสัญญากู้ปลอม แต่ยังต้องใช้หลักฐานแห่งการกู้ยืมเป็นพยานหลักฐานว่ากู้เงินจริงหรือไม่



คำให้การจำเลยอ้างว่าจำเลยกู้เงินจากโจทก์จริงแต่ได้รับเงินไม่ถึงจำนวนที่โจทก์เขียนในสัญญา และสัญญากู้เงินเป็นเอกสารปลอม ดังนั้น การที่จะฟังว่าจำเลยทำสัญญากู้เิงนจากโจทก์หรือไม่ จึงต้องอาศัยสัญญากู้เงินเป็นพยานหลักฐาน 


แม้จำเลยเบิกความตอบคำถามค้านทนายโจทก์ว่าจำเลยเป็นคนกรอกข้อความในสัญญากู้เงินสัญญากู้จึงไม่ใช่เอกสารปลอม ก็เป็นเรื่องในชั้นพิจารณาว่าข้อเท็จจริงในประเด็นที่จำเลยต่อสู้ไว้ฟังได้เพียงใด ไม่ใช่กรณีไม่ต้องใช้หนังสือสัญญากู้เงินเป็นพยานหลักฐาน ยังต้องมีหลักฐานแห่งการกู้ยืมเงินมาเป็นพยานหลักฐาน


หนังสือสัญญากู้เงินต้นฉบับระบุชื่อโจทก์และจำเลยเป็นคู่สัญญาและลงลายมือชื่อทั้งสองฝ่าย จึงเป็นตราสารที่ต้องปิดอากรแสตมป์ แต่เมื่อหนังสือสัญญากู้เงินไม่ได้ปิดอากรแสตมป์ ย่อมไม่อาจใช้เป็นพยานหลักฐานในคดีแพ่งได้ ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 118 ถือว่าโจทก์ไม่มีหลักฐานแห่งการกู้ยืมเงิน


คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1650/2567


06/01/2569

จะปรับบทลงโทษได้ต้องมีอำนาจพิจารณาก่อน, ถอนฟ้อง 6 วันเพื่อฟ้องศาลใหม่ไม่เป็นถอนฟ้องเด็ดขาด, อุทธรณ์คดีส่วนอาญาแล้วแพ่งเกี่ยวเนื่องอาญาไม่ต้องขออนุญาตอุทธรณ์

 


คดีนี้ศาลแขวงไม่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม ศาลแขวงจะปรับบทลงโทษตามที่พิจารณาได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 ไม่ได้

โจทก์ยื่นฟ้องคดีอาญาต่อศาลจังหวัดหลังจากถอนฟ้องจากศาลแขวงเพียง 6 วัน แสดงว่าโจทก์ถอนฟ้องเพื่อมาฟ้องเป็นคดีใหม่ต่อศาลที่มีอำนาจ ไม่ใช่การถอนฟ้องเด็ดขาดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 36 และไม่เป็นเหตุให้จำเลยถูกดำเนินคดีหลายครั้ง โจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยคดีนี้ได้

คดีแพ่งเกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา แม้ทุนทรัพย์ต้องห้ามอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง แต่เมื่อโจทก์อุทธรณ์คดีส่วนอาญา ศาลอุทธรณ์ย่อมมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีส่วนแพ่งได้โดยโจทก์ไม่ต้องขออนุญาตอุทธรณ์คดีส่วนแพ่ง เพราะคดีส่วนแพ่งศาลต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญา

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1351/2567

25/12/2568

ไม่มีหลักฐานกู้ยืมเงิน ก็ฟ้องไม่ได้และยกสู้ฟ่องแย้งก็ไม่ได้



โจทก์ฟ้องว่าจำเลยกู้ยืมเงิน 1,800,000 บาท มีหลักฐานเป็นหนังสือโดยจำเลยให้โฉนดของจำเลยแก่โจทก์ยึดถือไว้เป็นประกัน ต่อมาจำเลยกู้ยืมเงินอีก 1,500,000 บาท โดยไม่มีหลักฐานเป็นหนังสือ มีเพียงหลักฐานการโอนเงินเข้าบัญชีจำเลย แต่จำเลยปฏิเสธว่าไม่ได้กู้ยืมเงิน 1,500,000 บาท และฟ้องแย้งขอให้โจทก์คืนโฉนด โจทก์จึงมีภาระการพิสูจน์ว่าจำเลยกู้ยืมเงิน 1,500,000 บาท หรือไม่ แต่เมื่อโจทก์ไม่มีหลักฐานการกู้ยืมเงินอีก 1,500,000 บาท โจทก์จึงฟ้องบังคับให้จำเลยชำระเงินกู้ 1,500,000 บาท ไม่ได้  รวมถึงห้ามไม่ให้โจทก์ยกขึ้นต่อสู้คดีตามฟ้องแย้งของจำเลยที่ให้คืนโฉนดด้วย โจทก์จะอ้างว่าเป็นการยืมใช้คงรูปแล้วใช้สิทธิ์ติดตามเอาคืนก็ไม่ได้ และจะอ้างว่าการที่จำเลยรับว่าได้ชำระหนี้เงินกู้ 1,800,000 บาท เป็นการรับว่าได้ชำระหนี้เงินกู้บางส่วน จึงไม่ต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือในเงินกู้อีก 1,500,000 บาท ก็ฟังไม่ขึ้น


คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1263/2567


19/12/2568

ผู้แทนสวนสัตว์ ไม่ได้เลี้ยงหรือดูแลเสือโดยตรง ไม่ต้องรับผิดละเมิดเป็นการส่วนตัว



กรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนสวนสัตว์ เป็นเพียงตัวแทนของสวนสัตว์ ไม่ได้เกี่ยวข้องในฐานะผู้รับเลี้ยงเสือด้วย ไม่ได้เลี้ยงหรือดูแลเสือโดยตรง ถือไม่ได้ว่ากรรมการผู้มีอำนาจนั้นเป็นผู้ดูแลสัตว์หรือรับเลี้ยงรักษาสัตว์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 433 จึงไม่ต้องรับผิดจากเสือหลุดจากกรงเข้ากัดเด็ก และไม่ได้กระทำการนอกขอบวัตถุประสงค์ของสวนสัตว์ จึงไม่ต้องรับผิดในฐานะส่วนตัว


คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1235/2567


18/12/2568

ถูกเตะหน้า ขับรถกลับบ้านใกล้ ๆ แล้วกลับมาทำร้าย เป็นบันดาลโทสะ ไม่ได้อ้างในศาลชั้นต้นก็อ้างชั้นอุทธรณ์ได้




ผู้เสียหายเตะหน้าจำเลย จำเลยขับรถกลับบ้านที่อยู่ห่างเพียง 600 เมตร ในขณะที่โทสะยังพลุ่งพล่านอยู่ไม่ขาดตอนจากเหตุการณ์ที่ถูกผู้เสียหายเตะหน้า กลับมาทำร้าย เป็นการบันดาลโทสะ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 72


แม้จำเลยไม่ได้ยกปัญหาเรื่องบันดาลโทสะในคำให้การในศาลชั้นต้น แต่จำเลยมีสิทธิยกเรื่องบันดาลโทสะในศาลชั้นอุทธรณ์ได้ เพราะเป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225


คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1109/2567